<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/1">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/1</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6098" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6097" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6096" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6095" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-09-20T05:15:54Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6098">
    <title>แบบจำลองการตัดสินใจคัดเลือกกลยุทธ์การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย=Decision Model for Selecting Decarbonization Strategies in the Exploration and Production Industry in Thailand</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6098</link>
    <description>Title: แบบจำลองการตัดสินใจคัดเลือกกลยุทธ์การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย=Decision Model for Selecting Decarbonization Strategies in the Exploration and Production Industry in Thailand
Authors: ปิยะพร เลยภัย
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการตัดสินใจคัดเลือกกลยุทธ์การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero อย่างเป็นระบบ โดยมาตรการลดคาร์บอนครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีจัดการพลังงาน เทคโนโลยีการจัดการคาร์บอนและพลังงานสะอาด ตลอดจนเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ เนื่องจากแต่ละองค์กรมีบริบทความพร้อมที่แตกต่างกัน การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการตัดสินใจที่เป็นระบบ งานวิจัยนี้จึงประยุกต์ใช้กระบวนการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ร่วมกับกระบวนการวิเคราะห์แบบลำดับขั้น เพื่อกำหนดน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยหลัก 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม กฎระเบียบ สังคมและการเมือง ความสอดคล้องของกลยุทธ์ และเทคโนโลยี และประเมินกลยุทธ์ทางเลือก โดยพบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์และความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญสูงสุด&#xD;
&#xD;
ผลการประเมินกลยุทธ์การลดคาร์บอนจากการศึกษานี้สามารถจัดลำดับกลยุทธ์ได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะดำเนินการทันที 2) ระยะพัฒนาเชิงกลยุทธ์ และ 3) ระยะศักยภาพในอนาคต โดยแบบจำลองนี้ช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรงบประมาณแบบพอร์ตโฟลิโอ เพื่อผสมผสานความคุ้มค่าทางการเงินและความยั่งยืนตามหลัก ESG เพื่อสร้างแผนที่นำทางการลดคาร์บอนที่ใช้งานได้จริงในบริบทของประเทศไทย</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6097">
    <title>การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ชาหมักคอมบูชาของบริษัทแห่งหนึ่ง =A Study of Consumer Behavior to Develop Marketing Strategies for a Kombucha Beverage Product of a Company</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6097</link>
    <description>Title: การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ชาหมักคอมบูชาของบริษัทแห่งหนึ่ง =A Study of Consumer Behavior to Develop Marketing Strategies for a Kombucha Beverage Product of a Company
Authors: ชุติกาญจน์ รุจจนมงคล
Abstract: การศึกษาวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม ทัศนคติ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชาหมักคอมบูชา เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เคยดื่มชาหมักคอมบูชาจำนวน 30 ราย&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อคือ คุณประโยชน์ด้านสุขภาพ (Functional Benefits) โดยเฉพาะการช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและการปรับสมดุลลำไส้ รสชาติที่กลมกล่อมและดื่มง่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานที่รักสุขภาพ ซึ่งให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของส่วนผสมและปริมาณน้ำตาลที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยังจำกัดอยู่ในบางช่องทาง และการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร&#xD;
&#xD;
ผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาผ่านกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาด 7Ps โดยเน้น (1) ด้านผลิตภัณฑ์ การพัฒนารสชาติใหม่จากสมุนไพรเฉพาะทางและเพิ่มขนาดบรรจุภัณฑ์ให้หลากหลาย (2) ด้านราคา ใช้กลยุทธ์การสะสมแต้มหรือระบบสมาชิกเพื่อลดความไวต่อราคา (3) ด้านช่องทาง เพิ่มการวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและช่องทางออนไลน์ (4) ด้านการส่งเสริมการตลาด เน้นการโฆษณาผ่านวิดีโอสั้นในแพลตฟอร์ม TikTok และ Instagram โดยให้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และงานวิจัยรองรับเพื่อสร้างความมั่นใจ (5) ด้านบุคลากรและกระบวนการ ยกระดับมาตรฐานการผลิตที่ตรวจสอบได้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมียม</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6096">
    <title>ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้างานในการบริหารทีมงานต่างเจเนอเรชัน: กรณีศึกษาในกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Services Sector)=Inclusive Leadership of Line Managers in Managing Multigenerational Teams: A Case Study in the Financial Services Sector</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6096</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้างานในการบริหารทีมงานต่างเจเนอเรชัน: กรณีศึกษาในกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Services Sector)=Inclusive Leadership of Line Managers in Managing Multigenerational Teams: A Case Study in the Financial Services Sector
Authors: ศุภานิช เฑียรสิงห์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและกลไกของภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Leadership) ของหัวหน้างานในการบริหารทีมงานต่างเจเนอเรชันในบริบทธุรกิจบริการทางการเงินของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความกดดันด้านความถูกต้องและการปฏิบัติตามข้อกำกับสูง งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญระดับหัวหน้างานจำนวน 21 ราย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ลีสซิ่ง และหลักทรัพย์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic Analysis&#xD;
&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในบริบทนี้มีลักษณะเป็น “การมีส่วนร่วมแบบมีโครงสร้าง” (Structured Participation) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบพฤติกรรมหลัก ได้แก่ (1) การเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงมีคุณค่า (2) การสื่อสารที่โปร่งใสและยืดหยุ่นตามผู้รับสาร (3) การมอบหมายงานตามจุดแข็ง และ (4) การสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลผ่านกลไกทางจิตสังคม ได้แก่ ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Belongingness) และการยอมรับในความแตกต่าง (Uniqueness) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการและเสริมสร้างความร่วมมือข้ามรุ่น งานวิจัยนี้ได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำในการบริหารความหลากหลายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6095">
    <title>การศึกษาพฤติกรรมและมุมมองต่อการท่องเที่ยววัดในมิติเชิงจิตวิญญาณของ Gen Z=An Examination of Generation Z's Behaviors and Attitudes Towards Spiritual Temple Visits</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6095</link>
    <description>Title: การศึกษาพฤติกรรมและมุมมองต่อการท่องเที่ยววัดในมิติเชิงจิตวิญญาณของ Gen Z=An Examination of Generation Z's Behaviors and Attitudes Towards Spiritual Temple Visits
Authors: ฐิติรัตน์ ฐิติวรภักดิ์
Abstract: ในปัจจุบัน มุมมองที่มีต่อสถาบันศาสนาและกิจกรรมการเข้าวัดของคนรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มแสวงหาที่พึ่งทางใจในรูปแบบที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความเชื่อในมิติเชิงจิตวิญญาณที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและศาสนสถานต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไป ทางผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านแรงจูงใจว่ามีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเดินทางท่องเที่ยววัดแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้ผู้บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและนักการตลาดสามารถนำข้อมูลที่ได้นี้ไปปรับปรุงกิจกรรมและภาพลักษณ์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด รวมถึงทำให้สามารถพัฒนากลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น&#xD;
&#xD;
จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเดินทางท่องเที่ยววัดของกลุ่ม Gen Z อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัจจัยด้านความสนุกสนานและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัจจัยด้านความร่มรื่นของธรรมชาติ และปัจจัยด้านสุขภาวะและการเยียวยาจิตใจ นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุและระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความตั้งใจในการเดินทางท่องเที่ยววัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

