<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/1">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/1</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6049" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6048" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6047" />
        <rdf:li rdf:resource="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6046" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-07-16T10:10:50Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6049">
    <title>การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่มดัชนี SET100= Factors Influencing Stock Valuation Multiples: Evidence from Firms in the SET100 Index</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6049</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่มดัชนี SET100= Factors Influencing Stock Valuation Multiples: Evidence from Firms in the SET100 Index
Authors: ทรรศน วงศ์พานิช
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นผ่านอัตราส่วนทางการเงิน 5 มิติ ได้แก่ P/E Ratio, P/BV Ratio, EV/EBITDA Ratio, PEG Ratio และ Dividend Yield โดยศึกษาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SET100 และใช้ฐานข้อมูลจาก SETSMART ซึ่งเป็นการศึกษาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2556 ถึงไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 ผ่านการวิเคราะห์ Panel Data Analysis และใช้ Pooled OLS Regression Model ในการอธิบายความสัมพันธ์&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า อัตราการจ่ายเงินปันผลเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติสูงสุดในทุกแบบจำลอง โดยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อ P/E, P/BV, EV/EBITDA และ Dividend Yield ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการส่งสัญญาณ แต่มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อ PEG ตามทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างการจ่ายเงินปันผลและการเติบโต ขณะที่ ROE ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อ P/BV, PEG และ Dividend Yield ตามแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการเติบโตและความสามารถในการจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีส่งผลกระทบเชิงลบต่อ P/BV
Description: 63 แผ่น</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6048">
    <title>อิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานและเศรษฐกิจมหภาคที่มีต่อตัวคูณประเมินมูลค่าหุ้น หลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทกลุ่มดัชนี SET100=The Influence of Fundamental and Macroeconomic Factors on Stock Valuation Multiples: Empirical Evidence from the SET100 Index</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6048</link>
    <description>Title: อิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานและเศรษฐกิจมหภาคที่มีต่อตัวคูณประเมินมูลค่าหุ้น หลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทกลุ่มดัชนี SET100=The Influence of Fundamental and Macroeconomic Factors on Stock Valuation Multiples: Empirical Evidence from the SET100 Index
Authors: ณัฐพัฒน์ คมวุฒิชัย
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นผ่านอัตราส่วนทางการเงิน 3 มิติ ได้แก่ EV/EBITDA Ratio, PEG Ratio และ Dividend Yield โดยศึกษาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มดัชนี SET100 และใช้ฐานข้อมูลจาก SETSMART ซึ่งเป็นการศึกษาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2556 ถึงไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 ผ่านการวิเคราะห์ Panel Data Analysis และใช้ Pooled OLS Regression Model ในการอธิบายความสัมพันธ์&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า อัตราการจ่ายเงินปันผลเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติสูงสุดในทุกแบบจำลอง โดยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อ EV/EBITDA Ratio และ Dividend Yield ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการส่งสัญญาณ แต่มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อ PEG Ratio ตามทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างการจ่ายเงินปันผลและการเติบโต ขณะที่ ROE ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อ PEG Ratio และ Dividend Yield ตามแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการเติบโตและความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของกิจการ
Description: 65 แผ่น</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6047">
    <title>การศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี SETESG ต่ออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีประกาศรายชื่อหุ้นที่ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG=Study of impact of changes in the list of securities in the SETESG Index on return rate of the Stock Exchange of Thailand: A case study of deletions from SETESG Index</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6047</link>
    <description>Title: การศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี SETESG ต่ออัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีประกาศรายชื่อหุ้นที่ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG=Study of impact of changes in the list of securities in the SETESG Index on return rate of the Stock Exchange of Thailand: A case study of deletions from SETESG Index
Authors: พสิษฐ์ ตรีจิตรวัฒนากูล
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี SETESG ต่ออัตราผลตอบแทนของหุ้นที่ถูกถอดออกจากดัชนีในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2561–2567 โดยวิเคราะห์ผลตอบแทนผิดปกติเฉลี่ยรายวันและผลตอบแทนผิดปกติเฉลี่ยสะสมในช่วงเวลารอบวันประกาศรายชื่อและวันมีผลบังคับใช้ เพื่อสะท้อนการตอบสนองของนักลงทุนต่อข้อมูลด้าน ESG&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ตลาดตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนีแตกต่างกันตามสถานะของหุ้น โดยหุ้นที่ถูกถอดออกจากดัชนีให้ผลตอบแทนผิดปกติเป็นลบตั้งแต่ก่อนประกาศจนถึงหลังประกาศ ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงใกล้วันมีผลบังคับใช้ และมีความผันผวนภายหลัง&#xD;
&#xD;
ผลที่ได้มีความสอดคล้องกับทฤษฎี Information Signaling โดย Fama (1970) ซึ่งระบุว่า ราคาหลักทรัพย์จะปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสะท้อนข้อมูลใหม่ที่เกิดขึ้น และสอดคล้องกับทฤษฎี Clientele Effect โดย Miller and Modigliani (1961) ซึ่งระบุว่า แต่ละบริษัทจะมีกลยุทธ์การลงทุนหรือนโยบายการจ่ายปันผลที่แตกต่างกัน ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มนักลงทุนที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนแตกต่างกัน การคัดเลือกหุ้นออกจากดัชนี SETESG จึงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อขายของนักลงทุนที่อ้างอิงดัชนีตามนโยบายดังกล่าว
Description: 61 แผ่น</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6046">
    <title>แผนธุรกิจผลิตภัณฑ์ตับไก่บดภายใต้แบรนด์ Nita's Pate=Business Plan for Chicken Liver Pâté under Nita’s Pâté Brand</title>
    <link>https://archive.cm.mahidol.ac.th/handle/123456789/6046</link>
    <description>Title: แผนธุรกิจผลิตภัณฑ์ตับไก่บดภายใต้แบรนด์ Nita's Pate=Business Plan for Chicken Liver Pâté under Nita’s Pâté Brand
Authors: รุ่งระวี ลอยจินดารัตน์
Abstract: แนวคิดการจัดทำแผนธุรกิจ “ผลิตภัณฑ์ตับไก่บดภายใต้ตราสัญลักษณ์แบรนด์ Nita’s Pâté” เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นโอกาสในตลาดอาหารพร้อมรับประทานและเทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปลอดสารกันเสีย และมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ ตับไก่ถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามิน แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาด้านอายุการเก็บรักษาและรสชาติที่ไม่สม่ำเสมอ วัตถุประสงค์ของแผนธุรกิจนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์ตับไก่บดพรีเมียมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติ ความสะดวก และมาตรฐานความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม&#xD;
&#xD;
การศึกษาแผนธุรกิจฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 6 ท่าน และการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการผลิตภัณฑ์ตับบดที่มีรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ปราศจากกลิ่นคาว ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะอาดปลอดภัยและความสะดวกในการรับประทาน จากข้อมูลดังกล่าว แผนธุรกิจนี้จึงกำหนดกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็น “ตับไก่บดพรีเมียมพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ” ที่สร้างความแตกต่างด้วยการใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อด้วยแรงดันสูง (High Pressure Processing: HPP) ซึ่งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 120 วัน โดยคงคุณค่าทางสารอาหารและรสชาติสดใหม่เหมือนโฮมเมด ด้านกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) มุ่งเน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์รูปแบบหลอดบีบ (Squeeze Tube) ที่ใช้งานง่าย การตั้งราคาแบบ Premium Mass ที่เข้าถึงได้ และการจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง Omnichannel โดยเน้นช่องทางออนไลน์และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ควบคู่ไปกับการผลิตผ่านโรงงานมาตรฐาน OEM ที่ได้รับการรับรอง GMP และ HACCP เพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร&#xD;
&#xD;
จากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน ภายใต้สมมติฐานเงินลงทุนเริ่มต้นจำนวน 1,000,000 บาท พบว่า โครงการนี้มีความคุ้มค่าในการลงทุนสูง โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 2,215,576 บาท อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) อยู่ที่ร้อยละ 58.94 และมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ภายใน 2 ปี 6 เดือน ซึ่งตัวชี้วัดทางการเงินทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจ Nita’s Pâté มีศักยภาพในการเติบโต สามารถสร้างผลกำไร และมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนในเชิงพาณิชย์</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

